ที่ปรึกษาส่วนตัว · คุยตัวต่อตัว

กลับมาตั้งหลักได้ แม้เรื่องยังไม่จบ

ผมไม่ได้ชวนคุณคิดบวก หรือทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ชวนคุณเรียบเรียงเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ แล้วหาว่าจากตรงนี้ยังทำอะไรได้บ้าง

ถ้าตอนนี้คุณกำลัง…

  • คิดวนซ้ำเรื่องเดิมจนนอนไม่หลับ ทั้งที่รู้ว่าคิดไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน
  • ความสัมพันธ์จบไปแล้ว แต่ใจยังไม่จบ และยังต้องตื่นไปทำงานทุกเช้า
  • โดนปฏิบัติไม่เป็นธรรมในที่ทำงาน และยังลาออกไม่ได้ในตอนนี้
  • สูญเสียคนสำคัญ แล้วไม่รู้จะวางความรู้สึกนี้ไว้ตรงไหนในชีวิตประจำวัน
  • เครียดสะสมจนเริ่มกระทบร่างกาย นอนไม่พอ ปวดหัว ไหล่เกร็งทั้งวัน

ไม่ต้องรอให้หนักถึงที่สุดก่อนค่อยหาใครคุย

คุยกันยังไง

ไม่มีขั้นตอนซับซ้อน และไม่ต้องเตรียมอะไรมาก่อน

  1. 1

    ทักมาเล่าคร่าว ๆ

    เล่าเท่าที่สบายใจ ขั้นนี้ฟรีและไม่ผูกมัด ถ้าผมช่วยไม่ได้ ผมจะบอกตั้งแต่ตรงนี้

  2. 2

    นัดเวลา

    เลือกเวลาที่คุณอยู่คนเดียวได้จริงหนึ่งชั่วโมง ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มยาว ๆ

  3. 3

    คุยกัน 60 นาที ทางออนไลน์

    เริ่มจากผมฟัง แล้วค่อย ๆ เรียบเรียงเรื่องของคุณออกมาเป็นภาพที่มองเห็นได้

  4. 4

    ได้สิ่งที่จะลองทำต่อ

    จบด้วยสิ่งที่จะลองทำจริง 1–2 อย่าง ที่ทำได้ในสัปดาห์นั้น ไม่ใช่การบ้านกองโต

เหมาะกับใคร และยังไม่เหมาะกับใคร

เขียนไว้ตรงนี้ให้ชัด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ก่อนเสียเวลา

เหมาะกับคุณ ถ้า

  • เรื่องหนักอยู่ในหัว และอยากได้คนช่วยเรียบเรียงให้เห็นภาพ
  • อยากได้ทักษะที่ใช้ต่อเองได้ ไม่ใช่แค่ระบายแล้วจบ
  • รู้ว่าเรื่องยังไม่จบ แต่ไม่อยากให้มันกินทั้งวันของคุณ
  • อยากคุยกับคนนอกวงชีวิต ที่ไม่ได้รู้จักคนในเรื่องของคุณ

ยังไม่เหมาะ ถ้า

  • มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยกับตัวเองตอนนี้ — กรณีนี้ควรพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิกก่อน
  • มีอาการที่รบกวนการใช้ชีวิตต่อเนื่องหลายสัปดาห์ เช่น นอนไม่หลับทุกคืน กินไม่ได้ ทำงานไม่ไหว
  • กำลังรับการดูแลจากแพทย์อยู่ และต้องการคนมาให้ความเห็นแทนแพทย์
  • อยากได้คนตัดสินว่าใครถูกใครผิดในเรื่องที่เกิดขึ้น

ผมไม่ใช่นักจิตวิทยาคลินิกและไม่ใช่จิตแพทย์ สิ่งที่ผมทำคือช่วยคุณเรียบเรียงความคิด แยกให้เห็นว่าอะไรที่ยังทำอะไรได้บ้าง และฝึกทักษะดูแลใจไปด้วยกัน ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการบำบัด ถ้าระหว่างคุยผมประเมินว่าเรื่องของคุณควรอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญ ผมจะบอกตรง ๆ และช่วยแนะนำช่องทางให้

3 หลักการที่ผมใช้

สามอย่างนี้คือแกนของทุกการคุย และของทุกบทความบนเว็บไซต์นี้

เห็นความคิด ไม่ใช่เป็นความคิด

ความคิดที่วนซ้ำทำให้เรื่องเดียวเจ็บได้หลายร้อยครั้ง ทักษะแรกคือมองความคิดเป็น "สิ่งที่ผ่านเข้ามา" ไม่ใช่ "ความจริงที่ต้องเชื่อทั้งหมด"

แยกเรื่องที่ทำได้ ออกจากเรื่องที่ทำไม่ได้

พลังงานส่วนใหญ่หมดไปกับสิ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้ เมื่อแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน แรงที่เหลือจะไปอยู่กับสิ่งที่ขยับได้จริง

กลับมาที่ปัจจุบันได้เร็วขึ้น

ความเครียดส่วนใหญ่อยู่ในอดีตที่แก้ไม่ได้ หรืออนาคตที่ยังไม่เกิด การฝึกพาใจกลับมาที่ตรงนี้ ทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นทันที

ความเป็นส่วนตัว

สิ่งที่คุณเล่าอยู่ระหว่างเราสองคนเท่านั้น ผมไม่บันทึกเสียง ไม่บันทึกวิดีโอ และไม่นำเรื่องของคุณไปเล่าต่อไม่ว่ากรณีใด หากผมอยากยกกรณีไปเป็นตัวอย่างในบทความ จะขออนุญาตก่อนเสมอ และตัดรายละเอียดที่ระบุตัวตนออกทั้งหมด

อยากลองด้วยตัวเองก่อนก็ได้

ทุกบทความอ่านฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่ต้องทิ้งอีเมล

ดูทั้งหมด →

ทำไมยิ่งคิดยิ่งเหนื่อย — วงจรคิดวนซ้ำ และวิธีตัดมัน

คิดซ้ำเรื่องเดิมทั้งคืนแล้วรู้สึกเหมือนกำลังหาทางออกอยู่ แต่พอเช้ามาก็ยังไม่มีคำตอบ บทความนี้อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในหัว และมีวิธีตัดวงจรแบบไหนที่ทำได้จริง

อ่าน 6 นาที

เรียกชื่ออารมณ์ให้ถูก แล้วมันจะเบาลง

เวลาถูกถามว่ารู้สึกยังไง คนส่วนใหญ่มักตอบว่า “แย่มาก” — แต่คำที่กว้างเกินไปทำให้ใจจัดการอะไรไม่ได้เลย บทความนี้ว่าด้วยการเรียกชื่ออารมณ์ให้ตรง และทำไมมันถึงช่วยได้จริง

อ่าน 5 นาที

แยกให้ออก: เรื่องที่คุณทำได้ กับเรื่องที่คุณทำไม่ได้

พลังงานของคุณหมดไปกับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มากกว่าที่คิด บทความนี้ชวนทำตารางสองช่องง่าย ๆ ที่ช่วยให้เห็นว่าแรงที่เหลืออยู่ควรไปลงตรงไหน

อ่าน 6 นาที

หมดไฟไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอ — 5 สัญญาณที่คนมักมองข้ามในตัวเอง

คุณยังส่งงานตรงเวลา ยังตอบข้อความ ยังไปประชุมครบ เลยคิดว่าตัวเองยังไหวอยู่ บทความนี้ชวนดูสัญญาณที่มักถูกมองข้าม และสิ่งที่ทำได้เองในสัปดาห์นี้

อ่าน 6 นาที

ที่มาของแนวคิด

หลักการที่เราใช้พัฒนามาจากแนวการฝึกใจแบบตะวันออกที่มีมานาน — แนวเดียวกับที่โปรแกรม MBSR (Mindfulness-Based Stress Reduction) ของ Jon Kabat-Zinn นำไปใช้ในโรงพยาบาลทั่วโลกตั้งแต่ปี 1979 — ผสานกับงานวิจัยจิตวิทยาสมัยใหม่ เราสอนสิ่งเหล่านี้ในฐานะทักษะ ไม่ใช่ความเชื่อ ผู้เรียนจะนับถือศาสนาใดหรือไม่นับถือศาสนาก็ใช้ได้เหมือนกัน

วิธีทำงานของผม

ฟังก่อนเสมอ

ครึ่งแรกของการคุยคือการฟัง ผมจะไม่รีบสรุปว่าคุณควรทำอะไร ก่อนที่จะเข้าใจว่าเรื่องของคุณหน้าตาเป็นอย่างไรจริง ๆ

ไม่ตัดสิน

คุณไม่ต้องเรียบเรียงให้สวยก่อนเล่า และไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองว่าคิดมากเกินไป สิ่งที่คุณรู้สึกไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากใคร

ไม่ยัดคำตอบสำเร็จรูป

ผมไม่มีสูตรที่ใช้ได้กับทุกคน สิ่งที่ทำคือช่วยคุณมองเรื่องของตัวเองให้ชัดขึ้น แล้วเลือกก้าวถัดไปด้วยตัวคุณเอง

เริ่มจากคุยกันก่อน

เล่าสถานการณ์คร่าว ๆ มาก่อนได้เลย ยังไม่ต้องตัดสินใจอะไร ผมจะบอกตรง ๆ ว่าเรื่องนี้ผมพอช่วยได้ไหม หรือควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นมากกว่า

ยังไม่มีค่าใช้จ่ายจนกว่าเราจะตกลงนัดคุยกันจริง