← คลังความรู้

เรียกชื่ออารมณ์ให้ถูก แล้วมันจะเบาลง

อ่าน 5 นาที

ลองนึกถึงวันที่คุณเดินออกจากห้องประชุมแล้วมือยังสั่นอยู่ ถ้ามีคนถามว่าเป็นอะไร คำตอบที่ออกจากปากมักเป็นคำเดียวคือ “ไม่มีอะไร” หรือไม่ก็ “แย่มาก” ทั้งสองคำนี้เหมือนกันตรงที่มันไม่ได้บอกอะไรเลย ทั้งกับคนฟัง และกับตัวคุณเอง

คำที่กว้างเกินไป ทำให้ใจจัดการไม่ได้

“แย่มาก” เป็นก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่ข้างในอาจมีความกลัว ความอาย ความน้อยใจ และความเหนื่อยปนกันอยู่ ตราบใดที่มันยังเป็นก้อนเดียว คุณจะรู้แค่ว่าไม่ไหว แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน

ลองเปลี่ยนจาก “แย่มาก” เป็น “กำลังกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่เก่ง” ประโยคหลังยาวกว่า แต่มันมีที่จับ มันบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับภาพลักษณ์ในสายตาคนอื่น ไม่ใช่เรื่องความสามารถจริง ๆ ของคุณ และนั่นเปลี่ยนสิ่งที่ควรทำต่อไปทั้งหมด

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณเรียกชื่ออารมณ์

งานของ Lieberman และคณะ ที่ UCLA ปี 2007 ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science พบว่าการเรียกชื่ออารมณ์ช่วยลดการทำงานของสมองส่วนอะมิกดะลา ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองแบบตกใจและตื่นตัว

อธิบายแบบไม่ใช้ศัพท์ก็คือ ตอนที่คุณหาคำมาใส่ให้ความรู้สึก สมองส่วนที่ใช้ภาษาจะเข้ามาทำงาน และสัญญาณเตือนภัยก็เบาลงเอง มันไม่ได้ทำให้เรื่องหายไป แต่ทำให้คุณกลับมาคิดเป็นประโยคได้อีกครั้ง แทนที่จะรู้สึกอย่างเดียว

นี่คือเหตุผลที่หลายคนรู้สึกดีขึ้นหลังเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ทั้งที่เพื่อนไม่ได้ช่วยแก้อะไรเลย สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเล่าคือคุณถูกบังคับให้เรียบเรียง และการเรียบเรียงนั่นเองที่ทำงาน

เรียกให้ตรง ไม่ใช่เรียกให้สวย

หลายคนติดนิสัยเรียกอารมณ์ตัวเองแบบให้ดูดี เช่น บอกว่า “แค่เหนื่อยนิดหน่อย” ทั้งที่จริง ๆ คือน้อยใจ หรือบอกว่า “ไม่เป็นไร ชินแล้ว” ทั้งที่จริง ๆ คือรู้สึกไม่ถูกให้ค่า

การเรียกให้ตรงต้องยอมใช้คำที่ไม่ค่อยอยากพูด เช่น อิจฉา อาย กลัว น้อยใจ โดดเดี่ยว คำพวกนี้ฟังดูไม่โตเต็มวัย แต่มันคือคำที่จริง และความจริงคือสิ่งเดียวที่จัดการต่อได้

สูตรสามช่อง: อะไรเกิดขึ้น · ฉันรู้สึกอะไร · เพราะฉันกลัวอะไร

เวลาจับความรู้สึกไม่ได้ ให้เติมสามช่องนี้ในหัวหรือในโน้ต ตัวอย่างจากชีวิตจริง

  • อะไรเกิดขึ้น: หัวหน้าให้งานที่ฉันเตรียมไว้ไปให้คนอื่นทำต่อ
  • ฉันรู้สึกอะไร: น้อยใจ ปนกับอาย
  • เพราะฉันกลัวอะไร: กลัวว่าเขาเห็นว่าฉันเอาไม่อยู่

พอเขียนถึงช่องที่สาม เรื่องจะเปลี่ยนรูป จากเดิมที่รู้สึกว่า “หัวหน้าไม่แฟร์” กลายเป็น “ฉันกลัวว่าตัวเองไม่ถูกไว้ใจ” สองประโยคนี้พาไปคนละทางเลย ประโยคแรกพาไปสู่การเก็บกด ประโยคหลังพาไปสู่การถามหัวหน้าตรง ๆ ว่าเขาคิดยังไงกับงานที่ผ่านมา

ทำกับตัวเองก่อน แล้วค่อยทำกับคนอื่น

ทักษะนี้ใช้กับคนรอบตัวได้ด้วย เวลาลูกหรือคนรักกำลังอารมณ์ไม่ดี การพูดว่า “ใจเย็น ๆ” มักทำให้แย่ลง เพราะมันบอกกลาย ๆ ว่าสิ่งที่เขารู้สึกไม่ควรมีอยู่

ลองเปลี่ยนเป็นการเดาชื่อให้เขาแทน เช่น “ดูเหมือนเสียใจที่ไม่มีใครถามความเห็นเลยใช่ไหม” ถ้าเดาถูก คนตรงหน้าจะผ่อนลงทันที ถ้าเดาผิด เขาจะแก้ให้เอง และการแก้นั้นก็คือการเรียกชื่อโดยตัวเขาเอง ซึ่งได้ผลกว่าอีก

ข้อควรระวัง

การเรียกชื่ออารมณ์ไม่ใช่การอธิบายตัวเองซ้ำไปมาจนกลายเป็นการคิดวน สังเกตง่าย ๆ คือ ถ้าเรียกชื่อแล้วรู้สึกโล่งขึ้นและเห็นทางเดินต่อ แปลว่ากำลังใช้ถูกทาง แต่ถ้าเรียกแล้ววนกลับไปเล่าเรื่องเดิมอีกสิบรอบ นั่นคือคนละอย่างกัน

ลองทำวันนี้

  1. 1ตั้งนาฬิกาสองนาที แล้วเขียนคำว่ารู้สึกอะไรอยู่ตอนนี้ ให้ได้อย่างน้อยสามคำ ห้ามใช้คำว่าแย่
  2. 2เลือกคำที่ตรงที่สุดหนึ่งคำ แล้วเติมประโยค: ฉันรู้สึก ... เพราะฉันกลัวว่า ...
  3. 3อ่านประโยคนั้นออกเสียงหนึ่งรอบ แล้วสังเกตว่าไหล่ผ่อนลงไหม

อ้างอิง

  • การเรียกชื่ออารมณ์ช่วยลดการทำงานของสมองส่วนอะมิกดะลา — Lieberman และคณะ, UCLA (2007), วารสาร Psychological Science